วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553
การนำ Feed มาแสดงผลใน Drupal โดยใช้ Module FeedAPI
http://sutee-developer.blogspot.com/
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553
การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น (Introduction to Programming)
http://www.thaiall.com/article/teachpro.htm
การเลือกใช้โปรแกรม AntiVirus
http://www.siamcafe.net/board/archive.php?topic=20421.0
ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)
ระบบ (System) คือกลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กันและทำงานร่วมกัน ซึ่งระบบคอมพิวเตอร์จะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน คือ
- ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
- ซอฟต์แวร์ (Software)
- บุคลากร (Peopleware)
ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นส่วนประกอบดังนี้
- หน่วยรับข้อมูล
- หน่วยประมวลผล
- หน่วยแสดงผล
1. หน่วยรับข้อมูล (Input unit)
เป็นอุปกรณ์รับเข้า ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รับเข้าที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ คือ แป้นพิมพ์ ( Keyboard ) และเมาส์ ( Mouse) นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รับเข้าอื่น ๆ อีก ได้แก่ สแกนเนอร์ ( Scanner), วีดีโอคาเมรา (Video Camera), ไมโครโฟน (Microphone),ทัชสกรีน (Touch screen), แทร็คบอล (Trackball), ดิจิตเซอร์ เทเบิ้ล แอนด์ ครอสแชร์ (Digiter tablet and crosshair)
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
หรือเรียกโดยทั่ว ๆ ไปว่า CPU ซึ่งถือว่าเป็นสมองของระบบคอมพิวเตอร์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วน คือ หน่วยควบคุม หน่วยคำนวณ
หน่วยควบคุม (Control Unit หรือ CU)
ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการทำงานของหน่วยรับข้อมูล หน่วยแสดงผล หน่วยคำนวณและหน่วยตรรก หน่วยความจำและแปลคำสั่ง
หน่วยคำนวณและตรรก (Arithmetic and Logic Unit หรือ ALU) ทำหน้าที่ในการคำนวณหาตัวเลข เช่น การบวก ลบ การเปรียบเทียบ
หน่วยความจำ เป็นอุปกรณ์ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล
3. หน่วยความจำภายใน (Primary Storage Section หรือ Memory)
เป็นหน่วยความจำที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้โดยตรง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
หน่วยความจำภายใน
- หน่วยความจำแบบแรม (Random Access Memory หรือ Ram) เป็นหน่วยความจำชั่วคราว ที่ใช้สำหรับเก็บโปรแกรมที่กำลังใช้งานอยู่ขณะนั้น มีความจุของหน่วยเก็บข้อมูลไม่เกิน 640 KB คือผู้ใช้สามารถเขียนหรือลบไปได้ตลอดเวลา ถ้าหากปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไฟฟ้าดับ จะมีผลทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้สูญหายไปหมด และไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้
- หน่วยความจำแบบรอม (Read Only Memory หรือ Rom) เป็นหน่วยความจำถาวร ที่สามารถอ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ ข้อมูลที่เก็บไว้จะยังคงอยู่
2. หน่วยความจำสำรอง ได้แก่ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็ก แผ่นดิสก์ (Diskett) CD-ROM
แผ่นดิสก์หรือสเกต เป็นจานแม่เหล็กขนาดเล็ก ชนิดอ่อน จัดเก็บข้อมูลโดยใช้อำนาจแม่เหล็ก การใช้งานจะต้องมี Disk Drive เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ในการขับเคลื่อนแผ่นดิสก์ โดยแบ่งตำแหน่งพื้นผิวออกเป็น แทร็คและเซ็คเตอร์ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ
- แผ่นดิสก์ขนาด 8 นิ้ว ปัจจุบันไม่นิยมใช้
- แผ่นดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามรถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 360 KB และ HD สามารถ - บันทึกข้อมูลได้ 1.2 MB
- แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว แบ่งออกเป็น DD สามารถบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 720 KB และ HD สามารถ - บันทึกข้อมูลได้ 1.44 MB นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน
หน่วยวัดความจุของข้อมูลในคอมพิวเตอร์
- 8 Bit

- 1 Byte
- 1 Byte 1 ตัวอักษร
- 1 KB 1,024 Byte
- 1 MB 1,024 KB
- 1 GB 1,024 MB
- 1 TB 1,024 GB
หน่วยความจำต่ำสุด คือ บิต (BIT [Binary Digit]) โดยใช้บิตแทน 1 ตัวอักขระ หรือ 1 ไบต์ (Bite) หน่วยที่ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่วย คือ กิโลไบต์ (Kilobyte) โดยที่ 1 กิโลไบต์ มีค่าเท่ากับ 2 10 ไบต์ หรือ 1,024 ไบต์ หน่วยความจำที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เรียกว่า เมกะไบต์ กิกะไบต์ และเทระไบต์
ฮาร์ดดิสก์ ( Hard Disk )
เป็นจานแม่เหล็กชนิดแข็ง ชนิดติดแน่นไม่มีการเคลื่อนที่ สามารถบรรจุข้อมูลได้จำนวนมาก เป็น 2 ขนาด คือ
1. ขนาด 5.25 นิ้ว (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว)
2. ขนาด 3.5 นิ้ว
ทั้ง 2 ขนาดจะมีความจุ ตั้งแต่ 10,20,40,80,120,300,400 MB1 GB,2 GB ฯลฯ ปัจจุบันนิยมใช้ตั้งแต่ 10 GB ขึ้นไป
Data Rate
หมายถึง ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากดิสก์ไปสู่สมองของเครื่องคอมพิวเตอร์ (หรือมีความเร็วในการนำข้อมูลมาจากสมองเครื่องไปบันทึกลงบนดิสก์) มีหน่วยวัดเป็น จำนวนไบต์ต่อวินาที ( Bytes Per Second หรือ bps )
ซีดีรอม (CD-Rom )
เป็นจานแสงชนิดหนึ่ง ใช้เก็บข้อมูลที่มีความเร็วในการใช้งานสูง มี
คุณสมบัติดังนี้
- เป็นสื่อที่สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก โดยจะมีความจุสูงถึง 2 GB (2 พันล้านไบต์)
- มีขนาดเล็ก สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
- ใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ในการอ่านเขียนข้อมูล
- เป็นจานแสงชนิดอ่านได้อย่างเดียว ( Read Only Memory ) ไม่สามารถเขียนหรือลบข้อมูลได้
3. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือใช้เก็บผลลัพธ์เพื่อนำไปใช้ภายหลัง ได้แก่ จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกมากที่สุด เครื่องพิมพ์ (Printer)
ซอฟแวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรมชุดคำสั่งที่เขียนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติตาม ซึ่งมี 2ประเภท คือ
ซอฟแวร์ควบคุมระบบ (System Software)
คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลางระหว่างโปรแกรมประยุกต์กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการจัดการทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โปรแกรมควบคุมเครื่อง ระบบปฏิบัติการ เช่น DOS, Windows, Os/2, Unix
ซอฟแวร์ประยุกต์ (Application Software) คือ ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ได้แก่ โปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ
- บุคลากร (Peopleware)
หมายถึง บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ในการใช้และดูแลเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programmer) นักวิเคราะห์ระบบ (System Analyst) เป็นต้น
ประเภทของคอมพิวเตอร์
จากประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายรูปแบบตามความต้องการของผู้ใช้
- ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน
- ประเภทของคอมพิวเตอร์ตามความสามารถของระบบ
องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
- ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

- ซอฟต์แวร์ (Software)
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
เครื่องพิมพ์ (printer)

เครื่องพิมพ์ (printer) คือ?
เครื่องพิมพ์ (Computer printer) คืออุปกรณ์ที่จะแปลการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ออกม
าในรูปแบบกระดาษ ทั้งรูปภาพและอักษร เครื่องพิมพ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท - เครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์ (Dot-matrix printer)
- เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Inkjet printers)
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser printer)
- พล็อตเตอร์ (Plotter)
การแบ่งประเภทเครื่องพิมพ์ (Types of Printer)
แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
1. เครื่องพิมพ์แบบกระทบ (Impact Printer)
เป็นเครื่องพิมพ์ที่ก่อให้เกิดตัวอักษรหรืออักขระบนกระดาษโดยการกดหัวพิมพ์กับแถบผ้าหมึก ก่อให้เกิดเสียงดังขณะพิมพ์ เครื่องพิมพ์แบบกระทบยังแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ
- เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot Matrix Printer)มีหัวพิมพ์เป็นเข็มเล็กๆเรียงเป็นแถวตามแนวตั้ง ซึ่งถ้าเป็นเครื่องชนิดหยาบจะมีเข็มพิมพ์จำนวน 9 เข็ม และเครื่องพิมพ์แบบละเอียดจะมีเข็มพิมพ์ 24 เข็ม การพิมพ์จะทำได้โดยกดหัวเข็มผ่านผ้าหมึกปรากฏเป็นจุดเล็กๆบนกระดาษแต่จะพิมพ์ได้ช้าและมีเสียงดังขณะพิมพ์
- เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (Line Printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีความเร็วสูง พิมพ์ได้ครั้งละ 1 บรรทัด มีความเร็วประมาณ 3,000 บรรทัด/นาที แต่ราคาแพงกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุด และมักใช้กับมินิคอมพิวเตอร์
- เครื่องพิมพ์แบบเดซีวิล (Daisy-wheel Printer) ใช้ตัวอักษรที่จัดเรียงบนก้านพิมพ์ซึ่งในขณะที่ทำงานตัวอักษรจะหมุนไปตรงจุดที่มีค้อนเคาะ (Hammer)ทำให้ตัวอักษรพิมพ์ลงบนผ้าหมึกและไปติดบนกระดาษ เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะมีลักษณะตัวอักษรที่สวย แต่จะพิมพ์ค่อนข้างช้า และไม่สามารถพิมพ์กราฟฟิกได้
2. เครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ (Non-impact Printer)
- เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Inkjet Printer) ทำงานโดยหลักการพ่นหมึกลงในตำแหน่งที่ต้องการทำให้เกิดรูปภาพหรือตัวอักษรขึ้นซึ่งไม่ก่อให้เกิดเสียงดังในขณะใช้งานและสามารถพ่นหมึกเป็นสีต่างๆได้
- เครื่องพิมพ์แบบใช้ความร้อน(Thermal Printer)มีขนาดเล็ก ใช้เทคนิคคล้ายกับเครื่องพิมพ์แบบจุด แต่แทนที่จะกดหัวพิมพ์ลงบนแถบผ้าหมึก จะใช้ความร้อนแทนและต้องพิมพ์ลงบนกระดาษที่ผลิตขึ้นเป็นพิเศษ
- เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) มีราคาค่อนข้างแพงแต่ให้คุณภาพงานที่ดีและทำงานได้เร็ว มีหลักการทำงานโดยการยิงแสงเลเซอร์ ไปสร้างอักษรหรือภาพบนกระดาษ ส่งผลให้กระดาษร้อนแล้งปล่อยผงหมึกไปยังอักษรหรือภาพที่สร้างไว้

อุปกรณ์ต่อพ่วง
1. เครื่องพิมพ์ชนิดต่าง ๆ (Printer)
2. เครื่องสแกนภาพ (Scanner)
3. โมเด็ม (Modem)
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553
จอภาพ (Monitor)
ลักษณะของจอภาพจอภาพเป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มีชื่อเรียกมากมาย เช่น Monitor,CRT ฯลฯ
ปกติแล้วจอภาพแบ่งออกได้ 2 ประเภท
1. จอภาพสีเดียว ( Monochrome Monitor)

2. จอภาพหลายสี (Color Monitor)
เนื้อหาเพิ่มเติม
: คุณภาพของจอภาพ (Display Quality)
: การควบคุมคุณภาพ
: จอภาพชนิดพิเศษ

เม้าส์ (Mouse)
ลักษณะของเม้าส์อุปกรณ์ที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด ได้แก่อุปกรณ์ที่ชี้ตำแหน่งที่เรียกว่า"เม้าส์"หรือหนูอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายหนูมีสายต่ออยู่ที่ปลายลักษณะเดียวกับหางหนู เม้าส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่ง ว่าขณะนี้อยู่ ณ จุดใดของจอภาพเรียกว่า" ตัวชี้ตำแหน่ง"(Pointer) ซึ่งอาศัยการเลื่อนเม้าส์แทนการกดปุ่มบังคับทิศทาง บนคีย์บอร์ด
พัฒนาการของเม้าส์
เม้าส์พัฒนาขึ้นมาครั้งแรกในศูนย์ค้นคว้าที่เมืองปาโลอัลโต้ ของบรษัทซีร็อก (Xerox Corporation is Palo Alto Research Center)
เม้าส์ทำงานอย่างไร
เม้าส์ประกอบด้วย ลูกกลิ้งที่ติดตั้งอยู่ด้านล่างและมีปุ่มกดควบคุม(ตั้งแต่ 1-3 ปุ่ม)การใช้เม้าส์จะนำมาวางไว้บนพื้นราบ และเลื่อนเม้าส์ไปในทิศทางที่ต้องการ บนจอภาพจะปรากฏสัญลักษณ์ เมื่อต้องการจะทำงานใดๆก็กดปุ่มเม้าส์ตามหลักการใช้เม้าส์ คอมพิวเตอร์จะรับสัญญาณ และทำการประมวลผลต่อไป

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553
แป้นพิมพ์หรือแป้นคีย์บอร์ด
ลักษณะของแป้นพิมพ์การเปลี่ยนกลไกการกดปุ่มให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า เพื่อส่งให้คอมพิวเตอร์ โดยสัญญาณดังกล่าว จะบอกให้คอมพิวเตอร์ทราบว่ามีการกดคีย์อะไร
แป้นกดของแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ คือ ? คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถรับข้อมูลและคำสั่ง แล้วนำไปประมวลผล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ อาจเป็น ข้อความ เสียง รูปภาพ ตัวเลข และอื่นๆอีกมากมาย
ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์
การจัดแบ่งประเภทของคอมพิวเตอร์ จะอาศัยหน่วยประมวลผลและขนาดของหน่วยความจำของหน่วยบันทึกข้อมูล ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
การทำงานของคอมพิวเตอร์
ความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 10 ขั้นตอนในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาที่เกิดขี้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นจะมีตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรงที่จะทำให้งานของเราที่อุตส่าห์ทำเป็นเดือนๆ หายไปได้ในพริบตา หรือไม่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์นั้นได้อีกเลย วิธีการที่ดีที่สุดในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์นั้นก็คือ
- ป้องกันก่อนที่มันจะเกิดขึ้น
ขั้นตอนในการป้องกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลความสำคัญมากๆ ในเรื่องของการเก็บข้อมูล คือ ไม่ให้มีอุบัติเหตุซึ่งจะทำให้มันมีค่าที่สุด ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่เป็นอุปกรณ์ที่แพงที่สุดในเครื่องของเราก็ตามเป้าหมายของการป้องกันคือ เก็บข้อมูลของเราให้ปลอดภัย มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- รู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
-สร้างแผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมา
-ปรับแต่งฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ
-วางแผนในการเก็บรักษา
-สำรองข้อมูลที่มีค่าเอาไว้
-ป้องกันไวรัส
-ติดตั้งโปรแกรมไว้ที่เดิม
-ใช้แต่ของใหม่เสมอ
-รักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ
-ปิดเครื่องด้วยวิธีการที่ถูกวิธี
1.รู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
เราสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องของเราว่าอุปกรณ์อะไร รายละเอียดเป็นอย่างไรได้โดยดูที่ System Properties โดยคลิ๊กเม้าปุ่มขวาที่ My computer เลือก
1. Properties จะปรากฏ System Propeties ขึ้นมา
ให้เราคลิ๊กที่ Tab Device Manager เราสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ภายในเครื่องของเราได้
ถ้าเรามีเครื่องพิมพ์ ก็สั่งพิมพ์มาเก็บไว้เลยจะเป็นการดีที่สุดป้องกันการลืม
2.สร้างแผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมา
เมื่อเราเครื่องของเรามีปัญหาไม่สามารถบู๊ตเครื่องจากฮาร์ดดิสก์ได้ เราก็ยังจะสามารถบู๊ตจากแผ่นบู๊ตฉุกเฉินที่เราสร้างขึ้นเอาไว้ได้ โดยไปที่
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Setting
3. เลือก Control Panel
4. กดดับเบิ้ลคลิ๊กไอคอน Add remove programs
5. ให้เลือกคลิ๊กที่ Tab Startup Disk แล้วใส่ แผ่น floppy disk ที่ทำการ format แล้วใน dirve a:
6. แล้วคลิ๊กที่ปุ่ม Create Disk หลังจากเครื่องทำการสร้างแผ่นบูตเสร็จเรียบร้อย เราก็จะได้แผ่นบู๊ตฉุกเฉินขึ้นมาแล้ว
3. ปรับแต่งฮาร์ดดิสก์อย่างสม่ำเสมอ
เพราะฮาร์ดดิสก์เป็นที่ที่เก็บแอปพิลเคชั่นไว้อย่างถาวร และที่สำคัญมากคือไฟล์ข้อมูลที่สร้างด้วยแอพพลิเคชั่นเหล่านั้น
ดังนั้นฮาร์ดดิสก์จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างพิเศษเพื่อรักษามันให้ปฏิบัตการได้ที่ประสิทธิภาพสูงสุด การสแกนดิสก์ เพื่อหาไฟล์ที่สูญหาย (Lost) และเซ็กเตอร์ที่เสียหาย (bad sector) จะช่วยป้องกันปัญหาของดิสก์ทั้งหมดก่อน ที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่การ Defragment จะช่วยจัดเรียงไฟล์ที่แตกกระจัดกระจาย ให้เป็นระเบียบขึ้น
วิธีการสแกนดิสก์ทำได้ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Program
3. เลือก Accesorry
4. เลือก System Tools
5. เลือก Scan Disk
4. วางแผนในการเก็บรักษา
การเก็บรักษาไฟล์ข้อมูลในโฟล์เดอร์เราจะต้องเก็บรักษาให้อยู่ในส่วนที่ค้นหาง่ายและมีชื่อที่สามารถจดจำได้ง่าย จะช่วยลดความเสี่ยงที่เราจะลบโปรแกรมหรือข้อมูลเหล่านั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ อีกทั้งฮาร์ดดิสก์ที่มีการบริหารรวบรวมที่ดีจะสามารถทำ การแบ๊กอัปสำรองข้อมูลได้ง่ายกว่าและเร็วกว่า และไฟล์ไหนที่เราไม่ได้ใช้เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ควรจะลบไฟล์นั้นออกไป เพราะ ดิสก์ที่ใส่ข้อมูลมากๆ จนเกือบเต็มความจุของมันมักมีแนวโน้มที่จะเกิดความผิดพลาดได้มากกว่า และช้ากว่าฮาร์ดดิสก์ที่ไม่ได้ใส่ข้อมูลจนแน่น
5. สำรองข้อมูลที่มีค่าเอาไว้
การแบ็กอัปไฟล์ของเรามีความหมายง่ายๆ ก็คือเป็นการทำสำเนาเผื่อเอาไว้ ถ้าต้นฉบับถูกทำให้สูญหายหรือเสียหายไป เราก็ยังสามารถนำเอาสำเนามาใช้ได้ เราสามารถแบ็กอัปฮาร์ดดิสก์ไปยัง Floppy disk หรือ Zip disk ได้ ถ้าเราทำธุรกิจมีข้อมูลที่สำคัญมากๆ เช่น ข้อมูลของสินค้า ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลด้านบัญชี
มูลบุคคล เราควรจะแบ๊กอัปมันทุกๆวันเป็นมาตรฐานเอาไว้ แต่ถ้าเราเป้นผู้ใช้ตามบ้าน ก็ควรจะการแบ็กอัปไฟล์หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ และทำการแบ๊กอัป ทั้งระบบอย่างสมบูรณ์ทุกๆ 6 เดือน โดยเราสามารถใช้โปรแกรม Backup ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Program
3. เลือก Accesorry
4. เลือก System Tools
5. เลือก Backup
โปรแกรมนี้จะอนุญาติให้เราตรวจเลือกโฟลเดอร์ที่ต้องการจะแบ๊กอัป
6. ป้องกันไวรัส
แม้ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเครื่องและข้อมูลของเราได้ ซึ่งในบางครั้งก็ดูออกจะเป็นเรื่องตื่นตระหนกจนเกินเหตุ แต่ความเป็นจริงแล้วไวรัสไม่สามารถที่จะทำอันตรายให้กับเครื่องและข้อมูลของเราได้ ถ้าหากเราไม่ได้สั่งให้มันทำงาน (execute) ไวรัสนั้นติดมาได้ 2 ทาง คือ
1. จากแผ่นดิสก์อื่นที่เรานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นที่เรายืมหรือก๊อปปี้ของเพื่อนมา หรือ แผ่นcd เถื่อนที่เราซื้อมาจากพันธุ์ทิพย์
2. จากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมที่เราดาว์นโหลดมา หรือ ไวรัสที่ส่งมากับอีเมล์ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือเราต้องไม่นำมาใช้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้เราหาโปรแกรมสำหรับสแกนไวรัสมาสแกนไวรัสก่อนที่จะนำมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น McAfee's VirusScan Norton AntinVirus หรือ Pc-cillin
แต่ในบางครั้งไวรัสตัวนั้นอาจเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่โปรแกรมเหล่านั้นยังไม่สามารถตรวจสอบได้ เราก็จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดโปรแกรมสแกนไวรัสเวอร์ชั่นใหม่ ๆ มาใช้งานจากเวบไซด์เหล่านั้น
7. ติดตั้งโปรแกรมไว้ที่เดิม
เมื่อเราได้ติดตั้งโปรแกรมลงบนระบบของ window95 แล้วอย่าได้เปลี่ยนชื่อไดเร็กทอรี่ของโปรแกรมหรืออย่าได้ย้ายไฟล์ของมันจากที่ที่มันอยู่ไปไว้ที่อื่นๆ บนฮาร์ดดิสก์ของเรา มิฉะนั้นคอมพิวเตอร์จะหาแทร็กของคีย์ไฟล์ไม่เจอ ถ้าเราจะทำการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้ง (uninstall)
วิธีการลบ (delete) หรือยกเลิกการติดตั้งที่ถูกวิธีทำได้ดังนี้
1. เลือกเมนู Start
2. เลือก Control Panel
3. กดดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Add/Remove Programs
4. เลือกโปรแกรมที่เราต้องการจะลบ หรือ ยกเลิกการติดตั้ง
5. กดปุ่ม Add/Remove
หลังจากกดปุ่ม Add/Remove แล้วจะปรากฏหน้าต่างการยกเลิกการติดตั้งให้ แต่มีบางไฟล์หรือบางกรณีที่จะต้อง ใช้คำสั่งลบออกได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านการลบด้วยกรรมวิธีขั้นต้น สามารถเข้าไปลบไฟล์เหล่านั้นได้เลย
8. ใช้แต่ของใหม่เสมอ
อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์จะมีโปรแกรมไดว์เวอร์ (driver) เพื่อพูดคุยติดต่อระหว่าง window95 กับ ฮาร์ดแวร์ของเรา จะเป็นการดีถ้าเราสามารถอัปเดตโปรแกรมไดว์เวอร์เหล่านั้นให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป
9. รักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สะอาดอยู่เสมอ
ฝุ่นสามารถทำให้ชิปภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราร้อนขึ้นมามากกว่าธรรมดาและยังเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนระบายความร้อนของอากาศอีกด้วย อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งให้เราถอดปลั๊กต่างๆ และเปิดฝาเครื่องขึ้นมา และเป่าฝุ่นออก อย่าเช็ดด้วยเศษผ้า ให้ใช้ปากเป่าหรือกระป๋องอัดลมสำหรับฉีดลมอย่างใดอย่างหนึ่งในการเป่าฝุ่น
10. ปิดเครื่องด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
เมื่อใดก็ตามที่เสร็จการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วจะเลิกการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่าได้ปิดเครื่องเลยทันที เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์มีการเก็บหน่วนความจำแคช ปิดไฟล์ และ เซฟข้อมูลคอนฟิกคูเรชั่นต่างๆ ก่อนที่เราจะปิดเครื่อง
เราจำเป็นต้องต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ของเราชัตดาวน์ (shutdown) ก่อนเสมอ โดยไปที่ Start --> Shutdown แล้วกด OK เท่านี้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็จะจบการทำงานได้อย่างสวยงาม


